คำถามจากผู้ถือหุ้น

คำถาม : ปัญหาคดีการฟ้องร้องที่ได้แสดงไว้ในหมายเหตุงบการเงินข้อ 23.3 ที่มีทุนทรัพย์ถูกฟ้อง
เป็นจำนวนเงินโดยรวมประมาณ 1,375 ล้านบาทนั้น เกี่ยวข้องกับกรณีเหตุการณ์ก่อการร้าย
ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 หรือไม่ อย่างไร ?

คำตอบ : คดีฟ้องร้องที่แสดงไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจาก
การรับประกันภัยตามปกติของธุรกิจ ซึ่งแยกเป็นสองกรณีใหญ่ ๆ ได้แก่

1 ผู้เอาประกันเรียกร้องค่าสินไหมในจำนวนเงินที่แตกต่างจากความเสียหายที่ประเมินตามความคุ้มครองใน กธ.

2 ผู้ได้รับความเสียหาย (ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นผู้เอาประกันกับบริษัท แต่เป็นคู่กรณีที่ได้รับความเสียหายเนื่องมาจากการ
กระทำของผู้เอาประกันกับบริษัท) เป็นผู้ฟ้องร้อง

ตามข้อเท็จจริง ผู้เป็นจำเลยของสองกรณีข้างต้นสามารถมีหลายบุคคลด้วยกัน ได้แก่ บริษัทผู้รับประกันภัยตรง บริษัทผู้
รับประกันภัยต่อ (ในฐานะจำเลยร่วม) บริษัทรับประกันของจำเลยในคดี เป็นต้น ผู้ฟ้องร้องจะยื่นฟ้องจำเลยหลายบุคคล
ด้วยกันและทุนทรัพย์จะมีจำนวนเงินสูง แต่ส่วนสินไหมที่บริษัทเกี่ยวข้องในฐานเป็นจำเลยแต่ละคดีจะจำกัดเพียงสัดส่วน
ที่บริษัทรับประกันภัยไว้เท่านั้น ซึ่งโดยปกติจะน้อยกว่าทุนทรัพย์ที่ฟ้องร้องไว้มาก ส่วนกรณีที่บริษัทเป็นจำเลยที่ 1 โดย
ตรงมีไม่มากนักทั้งนี้ ส่วนที่บริษัทประเมินหนี้สินไว้ว่ามีโอกาสจะต้องจ่ายค่าสินไหมได้มีการบันทึกสำรองเผื่อผลเสียหาย
ไว้แล้ว ตัวเลขเป็นดังที่ท่านได้สอบถามในข้อสอง

อนึ่ง การประเมินหนี้สินสำรองเผื่อผลเสียหายดังกล่าว มีการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสินไหมโดยตรง อีกทั้งอาศัยราย
งานการสำรวจความเสียหายจากผู้ประเมินอิสระและจากนักกฎหมายที่รับมอบหมายในแต่ละคดีเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบ
การประมาณการสำรองเผื่อผลเสียหายให้เหมาะสมตามหลักความระมัดระวังที่บริษัทถือปฏิบัติมาโดยสม่ำเสมอ



คำถาม : จากข้อ 1) บันทึกส่วนสำรองเผื่อผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากคดีฟ้องร้องก่อนการเอาประกันภัยต่อ
ในงบการเงินเป็นจำนวน 252.8 ล้านบาท นั้นถูกรับรู้ ไปในงบกำไรขาดทุนแล้วหรือไม่หรือเพียงถูกบันทึก
สำรองไว้ในส่วนหนี้สินของงบดุลเท่านั้น ?

คำตอบ : สำรองดังกล่าวได้มีการบันทึกเป็นหนี้สินไว้แล้วในงบดุล อนึ่งตามหลักบัญชีคู่ Double Entry การบันทึกหนี้
สินใด ๆ บริษัทจะต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายผ่านไปยังงบกำไรขาดทุน หากแสดงให้เห็นด้วยการลงบัญชี จะพบว่าบริษัท
เดบิต ค่าใช้จ่ายประมาณการผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้น (งบกำไรขาดทุน ด้านค่าใช้จ่าย) เครดิต สำรองเผื่อผลเสียหาย
ที่อาจเกิดขึ้น (งบดุลด้านหนี้สิน)

การประมาณสำรองดังกล่าวถือตามตามมาตรฐานบัญชีฉบับที่ 37 ประมาณการหนี้สินหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์
ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ผู้สอบบัญชีจะต้องทำหน้าที่ประเมินความเพียงพอ เหมาะสมของการตั้งสำรองสำหรับกรณี
ดังกล่าวด้วย หากไม่เหมาะสมสามารถให้ความเห็นอย่างมีเงื่อนไขในรายงานการตรวจสอบ



คำถาม : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในส่วนนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายอะไร ?

คำตอบ : รายละเอียดของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มีการเปิดเผยไว้แล้วในหมายเหตุข้อ 17 ของงบการเงินสำหรับ
งวดสามเดือน และ งวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ซึ่งมาตรฐานการรายงานกำหนดให้แสดงรายละเอียด
ดังกล่าวเพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินได้ทราบ โปรดดูส่วนประกอบของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้จากหมายเหตุดังกล่าว ใน
ส่วนของค่าโฆษณาถือเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มค่าใช้จ่ายดำเนินงาน โดยในระหว่างไตรมาสสอง บริษัทมีการทำโฆษณาประชา
สัมพันธ์เรื่อง “คุณแพนด้า”เพื่อสื่อถึงการให้ความสำคัญด้านการบริการจัดการสินไหมภายใต้สโลแกนที่ว่า “คุยง่าย จ่ายจริง ซ่อมทันใจ เมืองไทยประกันภัย 1484”โดยสื่อโฆษณาดังกล่าวเป็นไปตามงบประมาณการดำเนินงานประจำปี
ที่วางแผนไว้แล้วล่วงหน้า



คำถาม : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในส่วนนี้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่และถ้าเพิ่มขึ้น
จะเพิ่มขึ้นอีกกี่ไตรมาส ?

คำตอบ : การพิจารณาแนวโน้มของค่าใช้จ่ายดังกล่าว ในเชิงตัวเลขดูเหมือนค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีการเพิ่มขึ้น เช่น จาก
183 ลบ เป็น 235 ลบ สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นอัตรา
ส่วนต่อเบี้ยรับรวม การเพิ่มของค่าใช้จ่ายปรับตัวเพิ่มในสัดส่วนที่ไม่แตกต่างจากการเติบโตของเบี้ยรับรวม หากไม่รวมค่า
ใช้จ่ายในส่วนของ โฆษณา เนื่องจากไม่ได้เป็นรายการที่เกิดตามปกติ และมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นภาพลักษณ์รวมทั้งคุณ
ภาพการให้บริการ ซึ่งจะมีผลต่อเบี้ยประกันภัยรับในระยะยาว จะพบว่าค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เกิดขึ้นในไตรมาสสองเทียบ
กับเบี้ยประกันภัยรับรวม มีอัตราที่ลดลงพอสมควร ในขณะที่เบี้ยประกันภัยรับรวมมีอัตราเพิ่มขึ้น



คำถาม : ถ้าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่เพิ่มแล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะคงอยู่เป็น fixed cost เลยหรือเปล่า
หมายถึงในอนาคตจะลดลงได้ไหม ?

คำตอบ : ขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นจำนวนเงิน หรือ สัดส่วนต่อเบี้ยประกันภัยรับ ในเง่จำนวนเงินอาจจะเพิ่มแต่เมื่อเทียบ
เป็นสัดส่วนต่อเบี้ยประกันภัยการเพิ่มจะไม่เป็นสัดส่วนเดียวกัน โดยภาพรวมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประกอบด้วย fixed costs
เช่นค่าเสื่อมราคม ค่าเช่าอาคารสำนักงาน และเงินเดือนพนักงานเป็นต้น และส่วนที่เป็น variable costs บางส่วน เช่น
ค่าสาธารณูปโภค ธรรมเนียมธนาคาร ค่าไปรษณีย์ เป็นต้น ตามปกติตามบริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อยู่แล้ว
เนื่องจากบริษัทมีการจัดทำงบประมาณประจำปี ซึ่งต้องมีการควบคุมค่าใช้จ่ายประเภทต่างๆให้เป็นไปตามงบประมาณ
โดยการจัดทำโครงการภายในเพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือในการลดค่าใช้จ่าย ประหยัดพลังงานและช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม
เป็นต้น เพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มของรายได้



คำถาม : บริษัทคาดหวังสิ่งใดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายส่วนดำเนินงาน (เช่น เบี้ยรับโตขึ้น , การเป็นที่รู้จักหรือติดตลาดมากขึ้น หรืออื่นๆ) ?

คำตอบ : ในการดำเนินงานของบริษัท ค่าใช้จ่ายดำเนินงานตามที่ได้ชี้แจงในข้อ 3 ไม่ได้ผันแปรตามยอดขาย หรือ เบี้ย
ประกันภัยรับโดยตรงทุกรายการ แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายที่ผันแปร เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของยอด
ขายรวมทั้งการขยายตลาด เช่น บริษัทต้องเพิ่มอัตรากำลัง ขยายพื้นที่ในการทำงาน เปิดสาขาใหม่ๆ และเพิ่มศักยภาพของ
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ ซึ่งต้องมีการพิจารณาถึงต้นทุนที่จะเกิดและรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้นค่าใช้
จ่ายในการดำเนินงานจะเกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นตัวที่ถูกกำหนดก่อนแล้วไปพิจารณาถึงการขยายธุรกิจหรือยอดเบี้ย
ประกันภัยรับ ดังนั้นจึงเป็นรายการหนึ่งของตัวเลขทางการเงินที่พิจารณาประกอบกับการเติบโตของเบี้ยรับ
ซึ่งต้องมีการวางแผนงาน ตามกลยุทธของบริษัทเป็นสำคัญ